เรื่องของฝ้าบนใบหน้า

ฝ้า

มีลักษณะเป็นรอยน้ำตาลดำ เกิดบนใบหน้า มักเกิดบริเวณที่ถูกแสงแดดบ่อย เช่น หน้าผาก แก้ม ปลายจมูก เหนือริมฝีปาก ส่วนใหญ่ผู้หญิงมักเป็นฝ้า แต่ผู้ชายก็เป็นฝ้าได้ หากตากแดดมากเกินไป วัยที่เริ่มเป็นฝ้า ได้แก่ วัยกลางคน30ปีขึ้นไป พบเป็นกันมากในประเทศเขตร้อน เพราะได้รับแสงแดดมาก

สาเหตุ เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสี มีการสร้างเมลานินมากกว่าปกติ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ่า

1.แสงแดด เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด โดยรังสีที่มีผลต่อฝ้า คือรังสี UVA ซึ่งมีช่วงความยาวคลื่นที่ยาวกว่า UVB  จึงทำลายผิวได้ลึก

โดยสังเกตได้จาบริเวณที่เกิดฝ้านั้น มักเป็นบริเวณที่สัมผัสแสงแดดมากกว่าบริเวณอื่น

2.ฮอร์โมนเพศ  ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนภายในร่างกายเอง ซึ่งทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น  เช่น ในภาวะ การตั้งครรภ์  หรือวัยหมดประจำเดือนที่ต้องทานยาฮอร์โมน  การทานยาคุมกำเนิด หรือการใช้เครื่องสำอางที่มีฮอร์โมนหรือสารสกัดจากรก มักพบผู้เป็นฝ้าในภาวะดังกล่าวได้บ่อย

3.พันธุกรรม พบว่ามีรายงานว่า เป็นฝ้าในครอบครัวได้เกือบถึง 50% 

4.เครื่องสำอาง โดยพบว่าสาเหตุของการเกิดฝ้า จากการใช้เครื่องสำอางเกิดจากการแพ้เครื่องสำอางเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว เกิดผิวหนังอักเสบและรอยดำคล้ายฝ้าตามมา โดยสาเหตุที่แพ้ส่วนมาก มาจากน้ำหอม

 5.ยาบางชนิด เช่น ยากันชักกลุ่มฟีไนโทอิน และยากลุ่มที่มีปฎิกริยาไวต่อแสง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมียาทาที่อาจก่อให้เกิดจุดสีดำอมเทาคล้ายฝ้าใต้ผิวหนังได้ เช่น ยากลุ่มไฮโดรควิโนน ดังนั้นการใช้ยาจึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ชนิดของฝ้า

1.ฝ้าเม็ดสี แบ่งเป็นลึกและตื้น

-ฝ้าแบบตื้น อยู่ในระดับชั้นหนังกำพร้า มีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลเข้ม ขอบเขตชัด เกิดง่าย รักษาหายได้โดยใช้เวลาไม่นาน มักเป็นฝ้าระยะแรก เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีสร้างเม็ดสีและลำเลียงเม็ดสีขึ้นสู่ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า

-ฝ้าแบบลึก อยู่ลึกกว่าหนังกำพร้า ทำให้เห็นเป็นสีน้ำตาลอ่อน จะอ่อนกว่าฝ้าตื้นอาจมีสีเทา สีน้ำตาลเทา หรือสีม่วงอมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัด มักมีสีกลืนไปกับผิวหนังปกติรอบข้าง  รักษายาก  การทายาเพียงแค่ทำให้รู้สึกจางลงเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นฝ้าเรื้อรัง มักต้องใช้การรักษาร่วมกันหลายวิธี เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสี สร้างเม็ดสีออกมาอยู่ในชั้นหนังแท้ 

-ฝ้าผสม คือมีการผสมกันทั้งฝ้าแบบตื้นและแบบลึก เป็นชนิดที่พบมากที่สุดในคนทั่วไป

2.ฝ้าเส้นเลือด ลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลปนแดง มีเส้นเลือดฝอยกระจายอยู่ด้วย เกิดจากการใช้ยาฝ้าทีมีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนหรือเสตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน ในบางรายเซลล์สร้างเม็ดสีถูกทำลายเป็นหย่อมๆจะเห็นเป็นจุดขาวๆกระจายในฝ้าและบางครั้งจะมีปื้นสีเทาดำเข้มปนด้วย เรียกว่า  ฝ้าถาวรซึ่งไม่มีวิธีการรักษา

การรักษา

1.การใช้ยาทายับยั้งการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี ได้แก่ ยากลุ่ม Azeleic acid  หรือ สารไฮโดรควิโนน ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

2.ยาทาจำพวกที่ให้ผิวขาว เช่น Kojic acid, Arbutin, Licoric , vit C เป็นต้น ซึ่งใช้ได้ดีในพวกฝ้าจางๆ มีความปลอดภัยสูง ไม่มีผลข้างเคียงกรณีใช้ระยะยาว แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ไม่ควรใจร้อน

3.การผลัดเซลล์ ช่วยให้ฝ้าจางลง เช่นการใช้กรดผลไม้ ( กรณีใช้ที่บ้านสามารถใช้ความเข้มข้นได้สูงไม่เกิน 15%และสามารถใช้ได้ทุกวัน หากแป็นการทำทรีทเม้นต์ ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคือง หรือเกิดการไหม้ได้ ซึ่งการทำทรีทเม้นท์ทำได้ทุก 1-2 สัปดาห์ จะทำให้ฝ้าจางลง และผิวหน้าดูสดใสขึ้น)  หรือการใช้ Salicylic acid 

4.การทาครีมกันแดด ควรทาเป็นประจำโดยมีค่ากันแดด SPF 30ขึ้นไป และมีค่า PA+++ โดยควรทาหนาๆ  อย่างน้อย 1กรัมต่อ1ใบหน้าในแต่ละครั้งที่ทา  (ดูจากกันแดด1หลอด ถ้า30กรัม ควรทาหมดใน 1เดือนหรือควรทาอย่างน้อย 1ข้อนิ้วชี้)  โดยทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาที หากทำกิจกรรมกลางแจ้งก็ควรทาทุก3-4ชม. และควรล้างหน้าก่อนทาใหม่ทุกครั้ง

     ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-16.00น.

5.กรณีทานยาคุมกำเนิด หากหยุดยาได้ก็จะช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น

  1. การทำทรีทเม้นท์ เช่น 

— Deep derma cool   เป็นทรีทเม้นที่ช่วยผลักวิตะมินเข้าสู่ผิวด้วยประจุไฟฟ้าพร้อมความเย็นและแสง LED โดยช่วยลดเม็ดสี รอยดำ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ตัวยาที่ผลักเข้าไปสูตรเฉพาะช่วยลดฝ้าได้อย่างเห็นผล ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

–Plasma peel เป็นการผลัดเซลล์ด้วยนวัตกรรมพลาสมา ทำให้ชั้นขี้ไคลหลุดลอกออก ฝ้าบางๆจึงจางลงได้

7.เลเซอร์ : Q-switch Nd Yag  ทำให้ฝ้าจางลงโดยเม็ดสีจะไปจับกับเลเซอร์ที่ปล่อยสู่ผิว ทำให้เม็ดสีแตกตัว แล้วเกิดกลไกการเก็บกินเม็ดสีที่แตก ฝ้าจึงจางลง

8.การทานยา กลุ่ม Tranexamic acid  ซึ่งควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียง และมีข้อห้ามในผู้ป่วยบางกลุ่ม

โดยสรุปแล้ว ฝ้าสามารถรักษาให้หายหรือจางลงได้ ซึ่งมักต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน  อีกทั้ง ถึงแม้จะหายหรือจางลงแล้ว หากขาดการดูแลที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง หรือตากแดดมากๆ ก็สามารถกลับมาเป็นฝ้าใหม่หรือเข้มขึ้นได้อีก